[BR] รีวิวหูฟัง Creative BlasterX H6 หูฟังเสียงดีที่มาพร้อมฟังก์ชั่นป้องกันการโดนดึงหู!

รีวิวนี้ได้ไปขอยืมหูฟังจากทาง Creative มาทดสอบ
• ไม่ได้รับค่าจ้างหรือสิ่งของใดๆทั้งสิ้น
• สินค้าทุกชิ้นที่ส่งมารีวิวที่ AomReviewer รับประกันว่าไม่มีการอวยแน่นอน ตรงไหนดีว่าดี ตรงไหนแย่ก็บอกหมด

เกริ่น

ความเจ็บปวดใดๆในโลกนี้คงไม่เท่ากับการที่แม่หรือเมียเรียกให้ลงไปกินข้าวแล้วเราซึ่งกำลังสวมหูฟังเล่นเกมอย่างเมามันจะไม่ได้ยินเสียงเรียกอันไพเราะ การตะโกนเรียกสามถึงสี่ครั้งนำมาซึ่งความเจ็บปวดของใบหูอย่างแสนสาหัส แน่นอนว่าคงไม่มีหูฟังตัวไหนที่ตอบโจทย์นี้มากไปกว่า Creative BlasterX H6 ที่ผมได้มารีวิวนี้ โดยหูฟังรุ่นนี้ครับมันมาพร้อมกับฟีเจอร์เด็ดที่เรียกว่า “Ambient Monitoring” ทำให้ตัวหูฟังสามารถรับเสียงจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ และส่งเสียงนั้นออกไปพร้อมกับเสียงเพลงหรือเกมที่เรากำลังฟังอยู่ได้ แน่นอนว่าฟังก์ชั่นนี้สามารถเลือกเปิดหรือปิดได้นะครับ สรุปง่ายๆก็คือมันเป็นหูฟังแบบ Closed-Back ที่สามารถได้ยินเสียงภายนอกเหมือนกับหูฟังแบบ Open-Back นั่นเอง ส่วนจะใช้งานจริงได้ขนาดไหนต้องลองติดตามกันดูจ้า

Creative BlasterX H6 เป็นหูฟังชนิด Closed-Back ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว พกไดรเวอร์มาขนาดใหญ่ถึง 50mm สามารถขับเสียงได้ช่วงความถี่ 20-20,000 Hz มาพร้อม DAC ในตัว ไม่ต้องไปหาซาวด์การ์ดเพิ่มครับ โดยยังมีช่องเสียบสาย 3.5mm มาให้สำหรับใครที่ต้องการนำไปใช้กับ DAC แยก หรืออุปกรณ์อื่นๆเช่น PS4, Nintendo Switch และมือถือต่างๆที่มีรูเสียบแจ็ค 3.5mm ส่วนน้ำหนักตัวผมหาข้อมูลไม่ได้ แต่รวมแล้วค่อนข้างเบาเลยทีเดียว โดยรุ่น BlasterX H6 นี้ถือว่าเป็นรุ่นรองท็อปลงมาจาก BlasterX H7 ที่แอดเคยรีวิวไปแล้ว จิ้มจิ้ม ซึ่งตอนนั้นได้มาลองเองแล้วประทับใจมาก สเปคต่างๆของ BlasterX H6 นั้นคล้ายกับ H7 แหละครับ แต่ต่างกันตรงที่ H6 มาพร้อมที่ครอบหูแบบผ้าตาข่าย ส่วน H7 เป็นหนัง แน่นอนว่าบุคลิกเสียงต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน


อุปกรณ์ที่มีมาในกล่อง
• หูฟัง Creative BlasterX H6
• สาย USB ยาว 2 เมตร สำหรับต่อกับคอมพิวเตอร์
• สาย 3.5mm ยาว 1.5 เมตร สำหรับต่อกับมือถือ, PS4, Nintendo Switch หรืออื่นๆ
• คู่มือ


ว่าด้วยเรื่องของวัสดุและงานประกอบ  
• เนื้องานเป็นพลาสติกทั้งชิ้น งานประกอบแน่นหนาครับ แต่วัสดุดูจะสู้ BlasterX H7 ที่มีการผสมผสานอลูมิเนียมเข้ามาไม่ได้ แต่ทั้งนี้ก็แลกมาด้วยน้ำหนักตัวที่ BlasterX H6 เบามากๆครับผม
• ที่ครอบหูเป็นผ้าตาข่ายหุ้มฟองน้ำนิ่มมากๆ และเช่นเดียวกันกับที่คาดหัวโดยด้านที่สัมผัสกับหัวจะเป็นผ้าตาข่ายเช่นเดียวกันครับ ส่วนด้านนอกจะเป็นหนังหุ้มเพิ่มความหรูหรา
• ที่ปรับระดับหูฟังเป็นขาอลูมิเนียม
• สายสัญญาณและไมค์โครโฟนสามารถถอดได้ทั้งหมดครับ
• มีไฟ RGB เป็นวงกลมมาให้บริเวณที่ครอบหูด้านนอกทั้งสองข้าง

สรุป : งานประกอบแน่นหนา วัสดุอาจจะดูไม่ค่อยหรูหราเท่าไรเมื่อเทียบกับรุ่นพี่แต่โดยรวมแล้วดูดีอยู่ครับ ส่วนที่สัมผัสกับร่างกายจะเป็นผ้าตาข่าย และมีปุ่มควบคุมเสียงอยู่ที่หูฟังฝั่งซ้าย

ว่าด้วยเรื่องของการสวมใส่
• น้ำหนักเบาสวมใส่สบายดีมากครับ ที่ครอบหูเป็นผ้าทำให้ไม่ร้อน แต่ที่คาดหัวด้านบนบุฟองน้ำมาน้อยไปนิดเลยไม่ค่อยรู้สึกถึงความนุ่ม…เหมือนเป็นแผ่นอะไรซักอย่างแปะอยู่บนหัว ฮ่าๆ ในเรื่องการบีบหัวนั้นรู้สึกว่าบีบกว่าตัว H7 แต่ว่าไม่มากครับ ส่วนที่ครอบหูที่เป็นผ้านั้นมีพื้นที่กว้างแบบพอดีใบหู กว้างกว่าพวก Steelseries Arctis ที่ลักษณะที่ครอบหูคล้ายกัน โดยรวมแล้วสามารถใช้งานต่อเนื่องได้สบายๆ ไม่อบไม่ร้อนหู เรื่องการสวมใส่ไม่มีปัญหาครับ

ข้อสังเกต : ไม่มีปัญหาเรื่องการสวมใส่ ผิวสัมผัสของผ้าอาจจะไม่ได้นุ่มนักแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ ที่ครอบหูสามารถหมุนปรับได้ระดับนึง




ว่าด้วยเรื่องของเสียง

หมายเหตุ : ก่อนที่ผมจะรีวิวเรื่องเสียง ผมเบิร์นมันด้วยไฟล์ Lossless ทั้งไทยและต่างประเทศ แทบทุกแนวเพลง ปนๆไปกับไฟล์ Hi-Res 24bit ด้วยระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 70 ชั่วโมง เปิดเสียงที่ระดับการฟังปกติ

ว่าด้วยเรื่องของการขับเสียง
• Creative BlasterX H6 ด้วยความที่มันมี DAC ในตัวอยู่แล้ว(อยู่ในตัวหูฟัง) ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการขับเสียงแต่อย่างใด ใครที่ชอบฟังดังมากๆสามารถเปิดให้ดังจนขี้หูระเบิดได้สบายๆครับ

ว่าด้วยเรื่องของการฟังเพลง 

ข้อสังเกต : หูฟังตัวนี้มี DAC รวมอยู่ข้างในตัวหูฟังด้วย แตกต่างจาก BlasterX H7 ที่มี DAC แยกออกมาด้านนอก

• ย่านเสียงต่ำ เกริ่นก่อนเลยว่าเป็นหูฟังที่ไม่ได้ทำมาให้คอร์เบสอย่างแน่นอนครับ หูฟังตัวนี้มีเบสมาให้พอหยิบจับได้ มีความกระชับ เก็บตัวเร็ว และไม่ได้ลงลึกมากนัก(BlasterX H7 ยังมีมวลเบสมากกว่าหน่อย) ส่วนนึงคิดว่าเป็นเพราะการใช้ที่ครอบหูแบบผ้าทำให้เบสมันลดลงไปหน่อย

• ย่านเสียงกลาง เป็นเสียงกลางที่โปร่งและไม่อึดอัดในหัวครับ มวลเสียงอาจจะไม่แน่นนัก แต่จะเน้นไปในด้านรายละเอียดของเสียงซะมากกว่า ติดแห้งไปบ้างแต่ยังอยู่ในโซนที่ฟังได้เรื่อยๆครับ

• ย่านเสียงสูง เป็นย่านที่เด่นของหูฟังตัวนี้ ให้เสียงสูงคม โปร่ง ปลายเสียงทอดไกลให้ความระยิบระยับดี ให้รายละเอียดเสียงพวกเครื่องเคาะเครื่องดีดได้ดีทีเดียว

• เวทีเสียง เวทีเสียงกว้างในระดับที่เหลือๆกับอิมเมจของชิ้นดนตรีที่ใส่มาครับ ด้วยความที่หูฟังตัวนี้ให้อิมเมจของชิ้นดนตรีไม่ได้แน่นมาก ทำให้ฟังแล้วสามารถแยกชิ้นดนตรีต่างๆออกจากกันได้ค่อนข้างดีเลย ส่วนมิติเสียงนั้นยังถือว่าดีกว่ารุ่นที่ราคาเท่าๆกันครับ

สรุป : เป็นหูฟังที่ให้เสียงโปร่งๆ ฟังสบาย เน้นให้รายละเอียดของเสียง โทนเสียงติดโทนสว่าง เด่นในเรื่องของเสียงสูง และเสียงกลางที่เน้นเผยรายละเอียด พวกตัว “ซ” ค่อนข้างชัด แต่ไม่ได้หวานนะครับ ยังติดแห้งไปบ้าง ส่วนย่านเบสนี่คงจะเหมาะกับคนที่ไม่ได้หลงไหลในเสียงเบสนะครับ เพราะว่ามีให้มาแค่พอจับต้องได้เท่านั้น

ว่าด้วยเรื่องของการดูหนัง
• ด้วยความที่เบสมีมาแบบพอจับต้องได้ ทำให้การดูหนังแอคชั่นระเบิดตูมตามนั้นได้ในระดับกลางๆฟังเรื่อยๆครับ
• เนื้อเสียงค่อนข้างคมติดแห้งนิดๆ ทำให้เสียงพูดชัดถ้อยชัดคำ และไม่จมไปกับเสียงบรรยากาศรอบข้าง
• เสียงบรรยากาศมีความโอบล้อม รายละเอียดเสียงระยิบระยับทำได้ดี เสียงการกระแทกของเหล็ก เสียงแตกของกระจกนั้นบาดใจเหลือเกิน
• ซอร์ฟแวร์ Sound Blaster Connect รองรับการจำลองเสียง 5.1 และ 7.1 Surround ใช้งานจริงก็ช่วยทำให้เสียงโอบล้อมมากขึ้นครับ

สรุป : เป็นหูฟังที่ดูหนังได้ในระดับ so-so ข้อดีหลักๆคือฟังแล้วไม่อึดอัดในหัว มีการแยกเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างชัดเจน ฟังง่าย ได้รายละเอียดครบ แต่อารมณ์ร่วมตอนดูหนังแอคชั่นนั้นยังรู้สึกว่าอยู่ในระดับฟังได้เรื่อยๆ ไม่ได้มีอิมแพคมากนัก

ว่าด้วยเรื่องของการเล่นเกม 
• แยกแยะทิศทางของเสียงได้สบายๆ สามารถจบในตัวได้ อีกทั้งยังมาพร้อมกับซอร์ฟแวร์ Sound Blaster Connect ตัวเดียวกับ BlasterX G6/AE-5 เลยทีเดียว แต่จะถูกตัดบางฟังก์ชั่นออกครับ ส่วนของ Scout Mode นั้นยังอยู่ หายห่วงสำหรับการฟังเสียงเท้าของศัตรู

สรุป : เป็นหูฟังที่สามารถจบในตัวได้ในราคาของมัน ไม่ต้องไปหา DAC เพิ่ม สามารถใช้เล่นเกมได้สบายๆเลย

ว่าด้วยเรื่องของไมค์ 
• ไมค์ดูดเสียงได้ดีครับ รับเสียงได้ที่ความถี่ 50 – 15,000 Hz โทนเสียงติดคม เนื้อเสียงเคลียชัด ปลายทางฟังสบาย ส่วนเรื่องการตัดเสียงรบกวนยังไม่ดีเท่าไร แนะนำว่าหาฟองน้ำมาหุ้มเพิ่มจะช่วยได้เยอะเลย

สรุป : เสียงชัดเคลีย ปลายทางได้ยินชัดเจน แต่ถ้าห้องไม่เงียบ หรือเปิดพัดลมเล่นเกม แนะนำว่าหาฟองน้ำมาหุ้มเพิ่มเพื่อลดเสียงรบกวนครับ


แล้วฟีเจอร์ป้องกันการโดนดึงหูละ?
• ฟีเจอร์ “Ambient Monitoring” วิธีใช้งานคือกดปุ่มที่เขียนว่า Monitor ด้านหลังหูฟังฝั่งซ้าย จากที่ได้ลองทดสอบ…เสียงจะเข้าที่ฝั่งซ้ายด้านเดียวครับ ลองดีดนิ้วสลับซ้ายและขวาไปมา เสียงดีดนิ้วฝั่งซ้ายชัดเจนแจ่มแจ๋วเลย ถ้าจะถามถึงประโยชน์กับหูฟัง BlasterX H6 นั้นผมมองว่ามันก็ช่วยเสริมให้เราสามารถได้ยินเสียงภายนอกได้ชัดเจนเพิ่มขึ้นอีกหน่อย(และช่วยได้เยอะถ้าเราเปิดเสียงหูฟังดังมากๆ) เพราะหูฟังตัวนี้มาพร้อมที่ครอบหูแบบผ้า การเก็บเสียงต่างๆมันก็ไม่ได้มากมายอะไรอยู่แล้วครับ ต่อให้ไม่เปิด Ambient Monitoring มันก็จะได้ยินแบบงุ้งๆงิ้งๆอยู่แล้วเวลามีคนมาคุยกับเรา แต่พอเปิดปุ๊ปเราก็จะได้ยินเสียงพูดได้ชัดถ้อยชัดคำมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องถอดหูฟังออกมาเพื่อฟัง และไม่ต้องลดเสียงระหว่างเล่นเกม/ดูหนัง/ฟังเพลง เป็นฟีเจอร์ที่เจ๋งครับ แต่จะเจ๋งกว่านี้ถ้าอยู่ในหูฟังแบบ Close-Back ที่ใช้ที่ครอบหูเป็นหนัง


สรุปส่งท้าย!
Creative BlasterX H6 กับราคาค่าตัวเพียง 2,890 บาท คู่แข่งไม่ต้องมองไกลครับ HyperX Cloud II แน่นอน ในส่วนของ BlasterX H6 นั้นจะดีกว่าในเรื่องของความโปร่งของเสียง ไม่อึดอัดในหัว และให้เวทีเสียงกับมิติเสียงที่ดีกว่า ส่วน Cloud II นั้นก็จะได้ในเรื่องของมวลเสียง เนื้อเสียงเบส เสียงกลางที่ดูแน่นกว่า เรียกได้ว่าบุคลิกเสียงของทั้งคู่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลย โดย BlasterX H6 ก็ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ๆอย่าง Ambient Monitoring มาให้อีกด้วย รวมถึงซอร์ฟแวร์การปรับแต่งเสียงที่มีมาตรฐานอย่าง Sound Blaster Connect พร้อม Scout Mode ถึงว่าเป็นหูฟังอีกตัวที่น่าสนใจไม่น้อยในเรตราคานี้ สำหรับวันนี้สวัสดีคร้าบ

ถ้าชอบหรือถูกใจรีวิว ช่วยแชร์ด้วยนะครับผมขอบคุณคร้าบ ติดตามแฟนเพจได้ที่ AomReviewer

×