[BR] รีวิวหูฟัง Corsair Virtuoso RGB Wireless ไร้สาย-โคตรหล่อ เสียงระดับ Hi-Fi!

รีวิวนี้ได้รับการสนับสนุนหูฟังจากทางบริษัท Corsair ให้มาลองทดสอบ
• ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ แค่ต้องการรีวิวให้เพื่อนๆได้อ่านกันแบบเรียลๆ
• สินค้าทุกชิ้นที่ส่งมารีวิวที่ AomReviewer รับประกันไม่มีการอวยของแน่นอน ตรงไหนดีว่าดี ตรงไหนแย่ก็บอกหมด

เกริ่น

ทุกวันนี้เทรนด์หูฟัง Wireless (หูฟังไร้สาย)มาแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่หูฟัง Gaming ที่หลายค่ายชื่อดังหันมาจับตลาดคนที่ไม่ต้องการสายสัญญาณที่พะรุงพะรังอีกต่อไป เพราะนอกจากจะใช้งานได้สะดวกสบายขึ้น เรายัง “ไม่ต้องซื้อ DAC” หรือซาวด์การ์ดเพิ่มอีกต่อไปแล้ว เพราะหูฟัง Wireless ทั้งหลายจะมาพร้อมภาคถอดรหัสเสียงมาให้ในตัวหูฟัง แต่ก็แน่นอนว่าคุณภาพเสียงอาจจะสู้ต่อกับ DAC ผ่านสายสัญญาณไม่ได้ แต่ไม่ใช่กับหูฟัง Corsair Virtuoso RGB Wireless ที่แอดมินได้มารีวิวในวันนี้ เพราะมันมาพร้อมดอกไดรเวอร์และภาคถอดรหัสเสียงที่รองรับความถี่ตั้งแต่ 20Hz-40,000Hz สามารถขับไฟล์เสียงระดับ 24bit/96kHz ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มหูฟัง Hi-Res เลยทีเดียว(แต่ทาง Corsair ใช้ว่า Hi-Fi หรือ High-Fidelity แทน ด้วยเหตุผลบางประการ…)

Corsair Virtuoso RGB Wireless เป็นหูฟังแบบ Closed-Back มาพร้อมไดรเวอร์ neodymium ขนาด 50mm สามารถขับเสียงช่วงคลื่นความถี่ 20Hz-40,000Hz ค่าความต้านทานที่ 32 โอห์ม และ sensitivity ที่ระดับ 109 dB ตัวไมค์โครโฟนสามารถถอดออกได้ ไม่เกะกะเวลาสวมใส่ไปข้างนอก เป็นหูฟัง Stereo ที่รองรับ Virtual Surround 7.1 ผ่านการตั้งค่าด้วยโปรแกรม iCUE เจ้าเก่า สามารถส่งสัญญาณไร้สายได้ไกลสุดที่ 60 ฟุต(18 เมตร) และใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 20 ชั่วโมง โดยนอกจากการเชื่อมต่อแบบไร้สายแล้วยังสามารถต่อกับอุปกรณ์ที่มีช่องต่อ 3.5mm ได้ทุกอุปกรณ์(เช่น Nintendo Switch) ส่วนการถ่ายทอดเสียงของหูฟังเพื่อให้คุณภาพสูงที่สุดคือการต่อผ่านสาย USB-C ที่แถมมาด้วยถึงจะสามารถขับเสียงได้เต็มประสิทธิภาพที่ระดับ 24bit/96kHz แต่ถ้าเชื่อมต่อแบบ Wireless จะได้สูงสุดที่ 16bit/48kHz แทน โดย Corsair Virtuoso RGB Wireless มี 2 สีคือ สีขาว และสีดำ อีกทั้งยังมีรุ่นพี่ที่เหนือกว่าอยู่อีก 1 รุ่นก็คือ Corsair Virtuoso RGB Wireless SE ซึ่งจะมีการเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่พรีเมียมมากขึ้น ไมค์ดีขึ้น(ไวต่อเสียงมากขึ้นเล็กน้อยตามสเปค) และแพงขึ้นนั่นเอง


อุปกรณ์ที่มีมาในกล่อง
• หูฟัง Corsair Virtuoso RGB Wireless
• ไมค์โครโฟนแบบถอดได้
• มาพร้อมสาย USB-C และสาย 3.5mm to 3.5mm สายทั้ง 2 เส้นยาวประมาณเส้นละ 2 เมตร
• ตัว USB ส่งสัญญาณ Wireless
• คู่มือ


ว่าด้วยเรื่องของวัสดุและงานประกอบ
• แว๊บแรกที่เห็นต้องบอกว่าพรีเมี่ยมครับ เนื้อสัมผัสดี โครงสร้างเป็นอลูมิเนียมขลิบเงา ส่วนตัวหูฟังเป็นพลาสติกเนื้อดี และมีไฟ RGB ที่บริเวณด้านข้างหูฟัง สามารถเซ็ตสีของไฟได้ที่โปรแกรม iCUE
• ที่ครอบหูเป็น Memory Foam คุณภาพสูง ให้ความนุ่มแต่ไม่ยวบ หุ้มด้วยหนังเทียม
• ที่คาดหัวหูฟังบุด้วย Memory Foam เช่นกัน มีความ firm ของโฟมและหนังที่ตัดเย็บ ไม่ได้อ่อนยวบ
• ไมค์โครโฟนถอดได้ สายไมค์ค่อนข้างอ่อนแต่ดัดยากหน่อยเพราะเป็นสายยางที่คืนตัว ที่โคนไมค์จะมีปุ่ม Mute ให้กดได้เลย
• ปุ่มปรับวอลุ่ม และเปิด/ปิดไมค์อยู่บนตัวหูฟังด้านขวา ไม่เหมือนกับหูฟัง Corsair ที่อื่นที่ปกติจะอยู่ด้านซ้าย
• หูด้านซ้ายจะมีช่องต่อ 3.5mm ช่อง USB-C และยังมีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่คอยกระพริบบอกด้วย

สรุป : งานประกอบแน่นหนาดีมากๆๆๆ จุดหมุนต้องตั้งใจหมุนถึงจะขยับได้ ตัวหูสามารถพับได้ 180 องศาทั้งสองข้าง เนื้องานดีดูหรูหราหมาเห่า
ข้อสังเกต : ปุ่มปรับเสียงอยู่ที่หูฟังด้านขวา ซึ่งโดยปกติมือขวาเราจะจับเมาส์เป็นหลัก คงไม่มีใครอยากปล่อยมือขวาออกจากเมาส์ระหว่างแข่งเท่าไร

ว่าด้วยเรื่องของการสวมใส่
• เป็นหูฟังที่สามารถปรับตัวหูได้ค่อนข้างอิสระทั้งซ้าย-ขวา ขึ้น-ลง มากมายหลายระดับ และตัวก้านยังสามารถดึงลงมาตอบสนองคนศรีษะใหญ่ได้สบาย น้ำหนักตัวหูฟังอยู่ที่ 360 กรัม อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เบา แต่ไม่หนักจนเกินไป

สรุป : โดยรวมแล้วใส่สบายมากครับ สามารถใช้งานติดต่อกันนานๆได้ไม่มีปัญหา โฟมนุ่ม อาจจะรู้สึกบีบหัวบ้างในช่วงแรกที่สวมใส่ แต่ซักพักจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง
ข้อสังเกตุ : ช่องตรงที่ครอบหูมีลักษณะเป็นวงกลมสมมาตร และค่อนข้างตื้น คนที่หูกาง หรือใบหูใหญ่ อาจเกิดอาการที่ครอบหูกดทับได้ ทำให้เล่นนานๆแล้วเจ็บใบหูได้ แต่ถ้าใส่แล้วไม่มีส่วนใดทับหูถือว่าเป็นหูฟังที่ใส่สบายมากๆ


 


ว่าด้วยเรื่องของการตั้งค่าด้วย iCUE

โดยตัวโปรแกรมสามารถตั้งค่าของหูฟังได้ครบทุกฟังก์ชั่น ไม่ว่าจะเป็น
• ปรับแต่งสีไฟ RGB
• เปิด-ปิดไมค์ และตั้งให้สามารถฟังเสียงพูดตัวเองได้
• ปรับโหมดหูฟัง Stereo กับ Surround Sound 7.1
• ปรับ EQ


ว่าด้วยเรื่องของเสียง

หมายเหตุ : ก่อนที่ผมจะรีวิวเรื่องเสียง ผมเบิร์นมันด้วยไฟล์ Lossless ทั้งไทยและต่างประเทศ แทบทุกแนวเพลง ปนๆไปกับไฟล์ Hi-Res 24bit ด้วยระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 40 ชั่วโมง เปิดเสียงที่ระดับการฟังปกติ

ว่าด้วยเรื่องของการขับเสียง
• Corsair Virtuoso RGB Wireless ค่าความต้านทานอยู่ที่ 32 โอห์ม ที่ระดับ sensitivity 109 dB เวลาดูหนังใน Netflix เปิดโหมด Wireless ปรับความดังฟังปกติประมาณ 50-60 ส่วนถ้าต่อผ่านสาย USB-C เสียงจะดังขึ้นมาอีกพอสมควร และรายละเอียดเสียงต่างๆก็รู้สึกแตกต่างกันในระดับที่สัมผัสได้(อย่างกับ DAC คนละตัว ฮ่าๆ) ส่วนการต่อผ่านสาย 3.5mm ผมลองต่อฟังเพลงผ่าน JOOX บน Samsung Galaxy Note 8 เปิดไปประมาณเกือบๆครึ่งหลอด ถือว่าเป็นหูฟังที่ขับเสียงง่ายมากครับ

ว่าด้วยเรื่องของการฟังเพลง 

ข้อควรรู้ : Corsair Virtuoso RGB Wireless การเชื่อมต่อผ่าน Wireless / USB-C / และ 3.5mm เสียงที่ได้ไม่เหมือนกันเลย ดังนั้นขอเน้นไปที่การรีวิวแบบ Wireless เป็นหลัก เนื่องจากเป็นหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สาย

• ย่านเสียงต่ำ เบสกระชับ จับต้องได้ ไม่มีบวม แต่ด้วยความที่เบสถูกวางไว้อยู่ใกล้กับชิ้นดนตรีอื่นๆ และมีอิมเมจระดับนึงซึ่งไม่ล้นไปทับย่านอื่น ทำให้คอร์เบสอาจจะรู้สึกไม่สุด แต่คนที่ไม่ได้คลั่งไคล้เบสอาจจะชอบความสุภาพของมัน

• ย่านเสียงกลาง เสียงกลางเด่นมากสำหรับหูฟังตัวนี้ แทบทุกเพลงที่ฟังคือเสียงกลางจะเป็นสิ่งแรกที่ได้ยิน เนื้อเสียงมีความคมชัด ชัดถ้อยชัดคำ ออกแนวเผยรายละเอียดเสียงร้อง

• ย่านเสียงสูง เสียงสูงสไตล์หูฟังแนว Hi-Res ออกคม รายละเอียดดีมาก และระยิบระยับ แต่อาจไม่หวานมากนักเพราะเก็บตัวค่อนข้างไว

• เวทีเสียง ดนตรีแทบทุกชิ้นเหมือนยืนอยู่ในระนาบเดียวกันหมด โดยมีนักร้องยืนด้านหน้าเล็กน้อย ส่วนชิ้นดนตรีถ่างออกไปด้านข้าง อิมเมจเสียงค่อนข้างใหญ่เต็มเวที(โดยเฉพาะเพลงที่เครื่องดนตรีเยอะๆ) เสียงจะออกแนวอยู่ในหัวแล้วก็ค่อยๆขยายออกไปด้านข้าง ในเรื่องมิติเสียงหน้า-หลัง ยังไม่ค่อยเด่นนัก

สรุป : เป็นหูฟังที่เด่นเรื่องการฟังแบบเน้นรายละเอียด เสียงมีความคมชัดสูงในทุกย่าน น่าจะเหมาะกับคนที่ชอบฟังเสียงแนวดิจิตอล เคลีย ใส แต่จะไม่ถูกจริตกับคนที่ชอบฟังเพลงแบบหวานๆ หรือแนวเสียงอบอุ่น

ว่าด้วยเรื่องของการดูหนัง
• อิมแพคทำได้ดีในระดับนึง และดีมากขึ้นเมื่อต่อผ่านสาย USB-C มวลเสียงจะแน่นขึ้น
• การสร้างบรรยากาศโอบล้อมทำได้ดี สร้างอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้ดี ไม่อึดอัด
• เสียงบทพูดของตัวละครชัดเจนดีมาก เคลีย ใส ฟังง่าย
• การเปิดโหมด Surround 7.1 จะทำให้เสียงดูโปร่งมากขึ้น แล้วแต่คนชอบครับ

สรุป : การดูหนังทำได้ดีครับ ดูหนังบน Netflix ได้อรรถรสแบบเหลือเฟือ แต่ถ้าจะเอาคุณภาพจริงๆแนะนำต่อผ่าน USB-C เสียงจะดีขึ้นมาอีกในทุกมิติเลย

ว่าด้วยเรื่องของการเล่นเกม 
• สามารถแยกแยะทิศทางเสียงได้สบายๆ สามารถฟังออกได้ว่าเสียงมาจากทิศไหน ด้านหลังหรือด้านหน้า และทำได้ดีโดยเฉพาะแนวระนาบด้านขวา-ซ้าย ถึงแม้ต้นกำเนิดเสียงอาจไม่ได้ไกลจากหัวเรามากนัก แต่ข้อดีก็คือฟังง่ายไม่ต้องปรับตัวนาน

สรุป : เล่มเกมแนว FPS ได้สบายหายห่วง เสียงไม่ไกลจากหัวมากนักทำให้ฟังง่าย ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัว

ว่าด้วยเรื่องของไมค์ 
• ไมค์รับเสียงได้ที่ความถี่ 100–10,000 Hz บอกเลยว่าเสียงค่อนข้างดีครับ ชัดเจน เคลีย และมีความอุ่นในเนื้อเสียง แต่ในเรื่องของการตัดเสียงรบกวน เช่นเสียงคีย์บอร์ดปุ่ม red switch ก๊อกๆแก๊กๆ หรือเสียงคลิกเมาส์ ถ้าเปิดไมค์ดังมากก็จะเข้าไปรบกวนได้ครับ อ่อ…แล้วก็เวลากดปิดไมค์ แสงไฟที่ปลายไมค์จะเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยนะครับผม

สรุป : เสียงไมค์ชัดเจน ดูดเสียงได้ดี แต่การตัดเสียงอาจจะต้องลองหาฟองน้ำมาสวมเพิ่มจะช่วยได้อีกเยอะครับ


สรุปส่งท้าย!
Corsair Virtuoso RGB Wireless เป็นหูฟังที่ต้องการการ burn-in ซักเล็กน้อยครับ เพราะเสียงตอนแกะกล่องกับเสียงที่ผ่านการเบิร์นไป 40 ชั่วโมงนี่นึกว่าหูฟังคนละตัว พอหูฟังเริ่มนิ่งแล้วคุณภาพเสียงที่ได้บอกเลยว่าเหลือๆ และแน่นอนว่าถ้าใครซีเรียสเรื่องเสียง อยากฟังคุณภาพระดับ Hi-Res แท้ๆ ก็คงต้องใช้การต่อผ่าน USB-C เอานะครับ แต่ใช่ว่าการต่อแบบ Wireless จะเสียงไม่ดีนะครับ คือคุณภาพเสียงที่ได้ก็ถือว่าดีมากแล้วครับ แต่ว่าพอต่อแบบ USB-C เสียงมันก็ดีขึ้นไปอีกระดับ ฮ่าๆ(เวรกรรมของคนที่หูชอบหาเรื่องเสียตัง 555+) โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหูฟังที่สามารถจบได้ในตัว สามารถใช้งานไร้สายได้ถึง 20 ชั่วโมง และยังรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆทุกรูปแบบ ขาดก็แต่ Bluetooth เท่านั้น ส่วนราคาเปิดตัวอยู่ที่ 6,290 บาท และรุ่น SE ที่ 7,290 บาท หาซื้อได้ตามร้าน IT ชั้นนำทั่วไปครับผม สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

ถ้าชอบหรือถูกใจรีวิว ช่วยแชร์ด้วยนะครับผมขอบคุณคร้าบ ติดตามแฟนเพจได้ที่ AomReviewer

×